(คำเตือน: คุยยาวมากกก)
เนื่องจากว่าเอาแต่ทวีตๆๆ ไม่ได้เขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราวมานาน
เรื่องเก่าๆที่ต้องเขียนรึใครจะไปนึกออกทั้งหมดไหว ก็มีแต่เรื่องคาใจปัจจุบันนี่แหละค่ะได้เริ่มแล้วก็รั่วเลย
.

ก่อนอื่นต้องขอบคุณที่ได้ตาม hot post ไปเจอคุณ beru-baka.exteen.com ค่ะ
เธอทำให้ข้า'เจ้าทนไม่ไหวต้องจับปากกาขึ้นมาขีดเขียนอะไรบนกระดาษอีกครั้ง :D



ทำรูปมา 550pixel ไม่มีอะไร
แค่อยากจะแหวกหน้าบล็อกให้มันกว้างกว่าที่เคยทำนิดนึงบ้าง ก็เท่านั้นเอง 55+

.

ชะตาชีวิตข้า'เจ้าผูกพันอยู่กับงาน ngo ที่ไม่ค่อยจะมีคนมายื่นใบสมัครทำกันค่ะ
ยังไงใครอ่านแล้วว่างๆอยู่จะมาช่วยก็ยินดีมาก
ไม่ได้ต้องการเงินบริจาค แค่ต้องการคนที่จะอยู่รอดได้โดยไม่รับแต่เงินเป็นหลักค่ะ 555+
.

ด้วยความที่เพิ่งเรียนจบ แล้วครอบครัวก็ยังมีงานรอให้สานต่อ
แม่ก็จะย้ายบ้าน กลับมาจัดงานที่เชียงรายไม่ทันไรก็ต้องกลับไปจัดการบ้านที่กรุงเทพ
พอถึงกรุงเทพก็เจอผู้ใหญ่มาดึงไปช่วยในคลินิก ดีที่มีเพื่อนสนิทเรียนทางนั้นก็เลยแนะนำไป
แล้วจะมีสัมมนากันที่เชียงราย ข้า'เจ้าก็เลยกลับมาจะสะสางงานที่ทิ้งเอาไว้ ไม่ทันไรญาติก็เข้าโรงพยาบาล
ยังไม่ทันตั้งตัวกับงานเก่าก็ถูกชวนไปภาคสนามถึงสุโขทัย เริ่มทำใจสนุกกับการเดินทางได้แล้วก็ล้มป่วยที่พะเยา
เพิ่งได้เพื่อนใหม่สายสังคมจากม.อุบลมาช่วย สุดท้ายผู้ใหญ่ก็มาตั้งเงินเดือนรอให้กลับไปรับจ๊อบที่กรุงเทพอีก
ช่วงนี้พักฟื้นไข้ หลังจากที่อยู่แต่หอพักมานาน พอได้ใช้ชีวิตกับญาติพี่น้องบ้างก็เพิ่งรู้จักกับความห่วงใยค่ะ...

อันนี้ก็สรุปๆไว้สำหรับคนที่เห็นข้า'เจ้าแว่บไปแว่บมา เผื่อว่าจะงงน้อยลงค่ะ TvT
.

จากที่สรุป ข้า'เจ้าก็เลยอยู่ในสภาพเหมือนถูกดึงไปมา จนสับสน แล้วก็ไม่กล้าปฏิเสธใครเลยค่ะ
เรื่องต่างๆประดังเข้ามาจนความคิดแตกกระจายวุ่นวายจับต้นชนปลายไม่ถูก
เริ่มต้นกับสิ่งหนึ่งยังไม่ทันอยู่ตัว ก็ถูกพาไปทำอีกอย่างหนึ่ง
จนไม่รู้จะเอาแน่อะไรกับชีวิตตัวเองก่อนดี


ตอนนั้นข้า'เจ้าเองก็ไม่รู้ตัวขนาดจะอธิบายว่าตัวเองกำลังอยู่ในสภาพสับสนวุ่นวายได้หรอกค่ะ
กว่าจะมองเห็นได้ ข้า'เจ้าก็ต้องล้มลงเพื่อจะหยุด แล้วหันกลับไปดูตัวเองที่กลายเป็นอดีตคนนั้นไป
นอกจากนี้ก็ต้องขอบคุณเพื่อนใหม่ที่ได้มาร่วมงานกัน ที่ให้คำแนะนำจากมุมมองของรุ่นเดียวกัน
ถ้าไม่มีสองสามคนนี้ข้า'เจ้าก็คงจะมีแต่ลุงป้าน้าอา ที่ประสบการณ์และความเข้าใจต่างกันเกินไปค่ะ

จริงๆแล้วแต่ละคนต่างก็พูดถึง "จุดเริ่มต้น" ของ "งาน" ที่จะต้อง "ใช้เวลา" ในการจัดการทั้งนั้น
เพราะด้อยประสบการณ์จึงไม่รู้ว่างานเหล่านั้นไม่ใช่งานที่จะจัดการให้เสร็จได้ในเดือนหรือปีเดียวแน่ๆ
ทุกคนกำลังพูดถึง "อนาคต" แต่ข้า'เจ้ารู้สึกกับมันว่าเป็นเรื่อง "ปัจจุบัน" มากเกินไป
จนทำให้เกิดความรู้สึกกดดัน ทั้งที่เอาตัวเข้าไปแบกรับเอง แล้วในที่สุดก็ทนไม่ได้

ทั้งที่ก่อนเรียนจบ ข้า'เจ้าก็เคยวางแผนเส้นทางของตัวเองเอาไว้แล้วแท้ๆ...

ตอนนี้ก็กำลังพยายามให้อภัยอะไรบางอย่างที่บังเอิญพัดพาให้ข้า'เจ้าตกใจกระโดดเข้าไปแบกรับเรื่องเหล่านั้นทันทีที่เรียนจบพอดีจนไม่มีโอกาสตั้งสติคิดถึงทางเลือกอื่นแม้ว่าจะหลีกเลี่ยงเส้นทางนั้นไม่ได้แต่สิ่งที่ข้า'เจ้าเคยเลือกเอาไว้ถึงอ้อมทางไกลแม้จะนานก็ยังดีกว่าเอาตัวเปล่าพุ่งเข้าชนให้สติแตกเล่นๆไปสี่ซ้าห้าเดือนเช่นนั้นค่ะ

แหะๆ ...

.

บ่นมาซะยาว อย่างน้อยก็เอาให้เคลียร์ค่ะ

ว่าข้า'เจ้าเองก็มีเหตุผลในการวาดหรือไม่วาดในสิ่งที่ตัวเองอยากจะวาดอยู่บ้าง

อย่างเดือนที่แล้ว ตอนที่ทวีต(ภาษาปะกิด+mv เพลง numb) ว่าอยากจะมีเวลาในเส้นทางที่ข้า'เจ้ากำหนดเอง
ข้า'เจ้าคิดว่า at least ก็อยากจะ be able to วาดอะไรที่มัน nice มากกว่าที่กำลังรู้สึกอยู่ในช่วงนั้น

เพราะข้า'เจ้าเชื่อว่าสภาพจิตใจเรามีผลต่อความคิดสร้างสรรค์ตลอดจนการถ่ายทอดสิ่งต่างๆออกมาค่ะ

แม้ตัวเราจะคิดว่าอยากวาดอะไรที่มันดู nice จรรโลงใจ
แต่สภาพจิตใจในตอนนั้นไม่สามารถที่จะสร้างหรือจินตนาการอะไรอย่างที่ตัวเองอยากจะเห็นได้
การฝืนวาดอะไรโดยปล่อยให้สมองหรือคนอื่นกำหนดว่าอย่างนั้นอย่างนี้คือ nice ก็เป็นแค่การเสแสร้งค่ะ
(อันนี้ไม่ได้ต่อต้านการเสแสร้งนะคะ บางคนก็เสแสร้งเป็นหน้าที่ หรือเพื่อตอบสนองผู้อื่น ก็ไม่ใช่เรื่องผิดค่ะ)

ส่วนที่ตัวข้า'เจ้าเกิดอยากจะวาดสิ่ง nice
ถึงกับว่าถ้าตัวเองยังมีความโหดร้ายหลงเหลืออยู่ก็จะไม่วาดอะไรออกมา
ก็เป็นแค่เหตุผลส่วนตัวที่ข้า'เจ้ารู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองได้กระทำมาก่อนหน้านั้นเป็นการวาดที่ร้ายกาจพอแล้วค่ะ

...

อาจมีบางครั้ง ที่เราถือสีชมพูอยู่ในมือ แล้วไม่สามารถจะวาดอะไรออกมาได้
โดยไม่รู้ตัวว่า ถ้าตอนนั้นเราเปลี่ยนมาจับสีดำ เราก็พร้อมที่จะละเลงความชั่วร้ายได้อย่างสารพัดนึก

...

..

.

.

หลังจากที่ไม่สบาย ได้พักความคิด พักจิตใจ พักอะไรๆที่ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอกว่าภูมิคุ้มกันปกติแล้ว

.

ข้า'เจ้าพบว่า สิ่งที่ติดค้างในใจข้า'เจ้าตลอด เวลาที่กลับจากกรุงเทพมาอยู่บ้านเชียงราย
ก็คือการที่ตัวข้า'เจ้าเองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง จนมองหน้าอดีตสมัยมัธยมต้นไม่ได้

ขณะที่เราปรับตัวเข้ากับเมืองหลวงจนสามารถใช้ชีวิตอย่างเคยชินและมีความสุขที่นั่นได้
เรากลับสูญเสีย หรือทิ้งบางสิ่งบางอย่างที่เราเคยมี ที่ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตในบ้านเกิดไป

เราลืมที่จะออกไปวิ่งเล่น แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ ทั้งที่ไม่ต้องกังวลกับมลพิษในอากาศ
เราลืมที่จะตื่นเช้า (ช่วงนี้เริ่มเผลอตื่นเช้าแล้วไม่รู้จะทำอะไรก็เลยหลับไปมากกว่า)
เพราะเคยชินกับการเข้าไปเสวนากับโลกออนไลน์ในยามดึกหลังเที่ยงคืน
กล้ามเนื้อเราไม่ได้ถูกเตรียมพร้อมมาสำหรับการปีนป่ายอีกต่อไป
ผิวหนังและกระเพาะเราขี้ตกใจ เป็นภูมิแพ้ง่ายขึ้น ไหนจะฯลฯ
เอ่อ หรือว่าเราแค่.. เป็นผู้หญิงขึ้น ก็ไม่รู้สินะ 555+

แต่ที่แน่ๆ

ข้า'เจ้าพบว่าเทคโนโลยีที่พัฒนาและจับต้องไม่ได้มากขึ้น กำลังจะสูบพลังชีวิตมนุษย์ให้ลดลงไปเรื่อยๆ

.

โชคดีที่ได้เห็นน้ากับยายติดเกมไพ่นกกระจอก(จับคู่โปเกมอน)ในคอมพิวเตอร์
ข้า'เจ้าคิดว่าอยากแบ่งปันอะไรใหม่ๆก็เลยไปค้นเอาเกม flash เก่าๆ ที่เคยเล่นบ่อยๆสมัยมัธยมมาลงไว้
พอกลับมาเล่นถึงรู้ว่า อ้อ นี่แหละสิ่งที่ตัวเราขาดหายไป
ขาดหายไปจนรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงเมื่อมันค่อยๆกลับมาอีกครั้งค่ะ

มาดูกันว่าเวลา4ปีที่เรามีคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และรถเมล์รถไฟฟ้า ทำให้ข้า'เจ้าขาดอะไรบ้าง
.

..ข้า'เจ้าขาดความอดทน ที่จะสังเกต เฝ้ารอจังหวะอันเหมาะสมก่อนจะเริ่มกระทำการใดใด



..ข้า'เจ้าขาดความแม่นยำ เพราะมีคอมพิวเตอร์แล้วเราหลับหูหลับตาทำหรือกลับมาแก้ใหม่หมดก็ยังไหว



..ข้า'เจ้าเบื่อการทำอะไรซ้ำๆ ทั้งที่รู้ว่ามันจะทำให้เราชำนาญสามารถจัดการในเวลาที่เร่งรีบขึ้นได้



..ข้า'เจ้าขาดความเยือกเย็น มองเห็นความสับสนวุ่นวายเป็นปัญหาน่าตระหนกว่ายุ่งยากเกินจะแก้


...ทั้งที่มองให้ดีก็จะเห็นทางออกเล็กๆอยู่ข้างใน ต้องตั้งสติค่อยๆแก้ไปทีละจุด ทำทีเดียวแก้ไม่หมดอยู่แล้ว



....และเกมนี้เวลาดูคนอื่นเล่นเราก็จะเห็นวิธีมองที่หลากหลาย ถ้าเขาแก้ไม่เหมือนเราก็อย่าเพิ่งหงุดหงิดค่ะ

BounceOut เป็นเกมที่ข้า'เจ้าได้มาตอนม.5
สมัยเพิ่งรู้จักกับพี่ที่เคยเป็น1ใน3ประจำกองทุน(ตอนนี้ไปอเมริกาแล้ว)
เป็นพี่ที่เคยเรียนและทำงานด้านสื่อมาก่อน ว่ากันว่ากว่าจะปรับวิถีชีวิตให้กลับเป็นผู้เป็นคนได้ก็ยากเอาการ
ตอนนั้นพี่เค้าแนะนำว่าเป็นเกมที่ดี ข้า'เจ้าก็ยังไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้เข้าใจซึ้งทีเดียวค่ะ
ก่อนจะรู้ข่าวว่าต้องไปอเมริกา พี่เค้ายังคอยเตือนให้ข้า'เจ้ากินข้าว เป็นห่วงเวลาข้า'เจ้าทำงานดึกเกินไป
คิดถึงพี่คนนั้นเสมอ เพราะกองทุนคนน้อยทำงานใหญ่ อยู่ๆก็ไปข้า'เจ้าก็ไม่รู้จะทำอะไรให้พอทดแทนเค้าได้
...

ที่จริงแล้วเกมที่เคยเล่นบ่อยจนติดมากที่สุดก็คือ Zuma Deluxe (ข้า'เจ้าเรียกว่า สุมาเต๊อะลูก) ค่ะ
แต่จะให้นั่งเล่น full screen ไป cap หน้าจอไป ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม (เล่นจนหยุดไม่ได้มากกว่าค่ะ ฮ่า)
ถ้าจะหาประโยชน์ที่เพิ่มเติมจากเกมที่เก็บภาพมาให้ดูเล่นกันแล้วนั้น ก็คงเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
และทักษะในการวางแผนเพื่อทำ combo ค่ะ XD ม.3 ยัน ม.6 เล่นมาติดงอมแงมไม่เปลี่ยนเลย
XD

น้าบอกว่ามีไว้เล่นเพลินๆจะได้ไม่ต้องคิดอะไร ช่วยผ่อนคลาย แต่ข้า'เจ้าว่าช่วยฝึกสมองได้ดีเลยหละ
มีคุณประโยชน์คล้ายๆกับการนั่งสวดมนต์ค่ะ และแน่นอนว่าเล่นมากเกินไปก็ไม่ดี เพราะจะเบื่อ 5555+

สังเกตว่าโดยรวมแล้วทักษะเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องใช้สติและ "สมาธิ" เป็นสำคัญค่ะ
เพิ่งได้อ่านบทความ 5 ขั้นตอนฝึกสมาธิง่ายนิดเดียว จะช่วยให้เข้าใจได้ชัดเจนกว่าค่ะ
.

อ้อ คงไม่แนะนำสำหรับน้องวัยเรียนที่ยังไม่บรรลุวิชาเผางานหรืออ่านหนังสือ1ชั่วโมงแล้วสอบได้นะคะ
เพราะจริงๆแล้ว การตั้งใจและทำงานทุกอย่างระหว่างเรียนให้เป็นเรื่องสนุกจะช่วยได้มากกว่าค่ะ
อืม แอบสังเกตตัวเองว่าอยู่มหาลัยชอบเผางานเอาแต่ออกไปเที่ยวก็เป็นผลให้ฝีมือตกต่ำได้ค่ะ
อย่าดูที่ผลการเรียนเพียงอย่างเดียว ความภูมิใจในตัวเรามีแต่ตัวเราเท่านั้นที่จะกำหนดค่ะ
จะว่าไปก็แอบเห็นใจคุณ beru-baka (gezia) นะ ครูอะไรให้คะแนนด้วยการนับจำนวนคอมเม้นต์ เฮ้อ

.

คุยซะยาว กลับมาพูดถึงเจ้า "พลายยูล" กันค่ะ :D
.

.

เรื่องของเรื่องก็คือ ช่วงนี้มีความคิดที่จะเปิดบ้าน multiply ขึ้นมาบ้าง
เพราะหลายครั้งอยากจะเล่าอะไรขึ้นมาแล้วมีแต่รูปถ่ายเป็นตัวเดินเรื่อง จะลงบล็อกก็ยาว
จะใช้อัลบั้มใน facebook ตลอดข้า'เจ้าก็รู้สึกว่ามันเยอะเกินไป ใครจะอ่านจะดูอะไรก็ต้องสมัครล็อกอิน
แล้ว facebook ก็ตอบสนองความเป็นสังคมที่เราเริ่มรู้สึกว่ามันวุ่นวาย อัพอะไรมันก็บอก friends ไปทั่ว
จริงๆ multiply มันก็ทั่วพอๆกันค่ะ แต่ contact ในนั้นมีน้อยกว่า ที่สำคัญคือไม่มีกระแสพาไปไหน
บางทีข้า'เจ้าก็แค่อยากจะอัพรูปและเล่าเรื่องเฉยๆให้คนผ่านไปมาได้แวะดูเท่านั้นเอง..

ข้า'เจ้าคิดไว้นานแล้วว่าถ้าได้ปัดกวาด multiply ขึ้นมาจะตั้งชื่อมันว่า "วริติพราย"
(สนธิ vareety กับ multiply) ที่ไม่เขียนเป็น วริติพลาย เพราะ ร.เรือ มันกรีดกรายกว่าเฉยๆค่ะ 55+

.

แล้ว "พลายยูล" มาจากไหน?
.

คือหลังจากฟื้นฟูสมองจนรู้สึกว่าเริ่มจะคิดอ่านได้เทียบเท่าสมัย ม.ต้น ขึ้นมานิดๆแล้ว
ก่อนจะปัดกวาด multiply ข้า'เจ้าก็เกิดอาการคันสมองยิบๆกับคำว่า "มัลติพลาย" ค่ะ

สิ่งที่เรียกว่า "มัลติพลาย" มันจะมีหน้าตายังไงกันนะ?

สมาสชื่อลงท้ายว่า "พลาย" แสดงว่าเจ้ามัลติพลายมันก็ต้องเป็น ช้าง(ตัวผู้) ใช่มะ

สำหรับ "มัลติ" จริงๆอยากจะเปิดพจนานุกรมภาษาบาลีคำว่า มลฺติ หรือใกล้เคียงอะไรแบบนี้
แต่ช่างเถอะ เพราะไม่ว่าจะเป็น ฟัก แฟง แตงกวา พอไปโผล่ในภาษาอื่นความหมายมันก็เปลี่ยนทั้งนั้นหละ

ดังนั้น "มัลติ+พลาย" จึงหมายถึง ช้างตัวผู้ ที่มีความ multi มาแจกมากมาย เอาไปใช้ทำอะไรก็ได้

และเมื่อข้า'เจ้า (vareety) ก็ได้รับหนึ่ง "พลาย" มาไว้ในมือ
"วริติพราย" (ที่เคยสนธิชื่อเอาไว้) ของข้า'เจ้า จะต้องเป็น พราย หรือ พลาย ที่สัมพันธ์กับ น้ำ แน่นอน

สุดท้ายเจ้า "วริติพลาย" มันก็เลยมีรูปร่างเป็นตัว "วารีกุญชร" (ป.ปลาหน้าช้าง) ค่ะ

แอบเห็นใจคำว่า "พราย" ที่ถูกทิ้งนิดหน่อย ก็เลยให้มีคุณพรายน้ำสาวมาเป็นผู้ดูแลค่ะ

.

คิดมาพอสังเขปแล้วข้า'เจ้าก็จับปากกาเขี่ยๆเป็นรูปร่างพอให้พ้นๆจากสมองลงไปอยู่บนกระดาษบ้างค่ะ



เปลี่ยนจากครีบปลา เป็นขาหน้า(ครึ่งนึง) จะได้ดูมีความเป็นช้างอีกหน่อย เติม ตา กับคิ้ว แบบไทยๆ
ด้วยความที่ข้า'เจ้าเพิ่งจะเริ่มใช้ ไม่ได้อัพ(ให้อาหารช้าง)อะไรลงไปมากนัก
เจ้า "พลาย" ตัวนี้ก็เลยยังคงเป็น babyพลาย (แต่ด้วยเงื่อนไขของพลายก็เลยต้องมีงา)
มองแล้วจะได้รู้สึกว่ามีสัตว์เลี้ยง ที่สดใสร่าเริงเหมือนเด็กๆมาคอยทำให้เราสนุกที่จะคิดในเรื่องดีๆค่ะ

.

พอได้ภาพร่างมาสักพักข้า'เจ้าก็เริ่มคันไม้คันมือ ยิ่งคิดถึงเอ็นทรี่นี้ ก็ยิ่งปล่อยไว้ไม่ได้
ว่าแล้วก็จับดินสอกับยางลบแทนปากกาบ้าง ข้า'เจ้าหยุดใช้ดินสอวาดจริงจังมาตั้งแต่จบ ม.ต้น แล้วค่ะ

ถ่ายรูปมา เลียนแบบคุณ beru-baka
ในที่นี้ข้า'เจ้าขอทำเป็นแค่ [making of] ค่ะ คงไม่ถึงกับว่าเป็น [how to] หรอกนะคะ ขำๆ ชิลๆ



ร่างตัวแล้วก็ร่างหัวช้างค่ะ



ดินสอไม่ไหวจะเคลียร์ละ ก็เลยตัดเส้นหัวช้างไปก่อน แอบทำหูช้างไม่เท่ากัน แถมเส้นเกินที่งวงด้วย



ทีนี้ก็จะได้ร่างคุณพรายสาวซะที คิดทรงผมไม่ออก ก็เอาทรงปลาหมึกพอลนี่แหละ
เรียกว่าหมึกพอลเพราะเห็นรูปโปรไฟล์พี่นิ้วกลมเวอร์ชั่นหลังบอลโลกจนชินตา
ข้า'เจ้ามัดผมทรงนี้จนติดเป็นนิสัยจากตอนทำงานที่คลินิกต้องเก็บผมค่ะ
ปล่อยผมครึ่งนึงละกันนะ จะได้พริ้วไปตามสายน้ำสายลม



สุดท้ายคุณพรายสาวก็สะท้อนตัวข้า'เจ้านั่นแหละเนาะ หน้าตาเหมือนคนกำลังฟื้นไข้



ตัดเส้นแล้วก็เซ็นชื่อซะ

.

วาดเสร็จแล้วยังมีบางอย่างติดค้างในใจ ก็เลยนอนไม่หลับค่ะ
.

.

ลุกมานั่งระบายสีให้น้อง พลายน้ำ เลือกสีฟ้า จะได้มีผิวนุ่มลื่นเรียบสวยคล้ายๆปลาโลมา

ส่วนคุณพรายน้ำ หรือข้า'เจ้าเองนั่นแหละ ยังรู้สึกไม่ค่อยสบายดี ขอเป็นพรายซีดๆจางๆอยู่อย่างนี้ก่อน

.
ถ้ามีเจ้าพลายน้ำเป็นสัตว์เลี้ยง สิ่งที่อยากจะเห็นก็คือตอนที่มันกระพือครีบขาหน้าว่ายน้ำค่ะ
แล้วถ้ามันชอบเจ้าของมากๆ เวลาเราเล่นกับมัน ก็คงจะส่ายงวงกระดิกหางเหมือนน้องหมา
อยากเห็นที่สุดเลยถ้ามันดีใจจนสะบัดครีบขาหน้ามาโดนเราเบาๆตังตุบๆๆ คงจะน่าร้ากก..

ตกลงน้องพลายน้ำจะเป็นปลา หรือว่าจะอยู่บนบกดีนะ
มองดูดีๆ รูปร่างของมันก็คล้าย "พะยูน" อยู่นา..

ถ้างั้น พลายน้ำ + พะยูน ก็ = พลายยูน

แล้วข้า'เจ้าก็ได้ชื่อใหม่มาตั้งให้น้องพลายค่ะ
.

จะสะกดว่า "พลายยูน" ก็ตรงไป
สะกดไทยๆแบบ ประยูร เป็น "พลายยูร" ก็ดูเป็นผู้ใหญ่เกินนะ

ข้า'เจ้านึกถึงชื่อคนที่เยอรมันค่ะ Jule อ่านแบบเยอรมันว่า "ยูล(เล่อะ)"
ย่อมาจากชื่อ Julia นี่แหละ แต่ Jule ก็น่าจะเป็นชื่อเด็กผู้ชายได้นะ

เอาหละ
.

"พลายยูล"



ในที่สุดข้า'เจ้าก็นอนหลับได้ซะที
.

สรุปแล้วทั้งหมดนี้ก็คือที่มาของเจ้า "พลายยูล" ค่ะ

ถ้าน้องยูลแอบไปวิ่ง เอ้ย! ว่ายเล่นในจินตนาการของใคร ก็แวะมาเล่าให้ข้า'เจ้าได้ฟังบ้างนะคะ

.

.

.

แถมค่ะ

...สืบเนื่องมาจากว่า...
เมื่อกลางเดือนกรกฎาข้า'เจ้าตั้งใจว่าจะวาดรูปอาราเล่ (จากการ์ตูนเรื่อง ดร.สลัมป์)
จากที่เลิกแตะแอร์การ์ดเข้าอินเทอร์เน็ตก็เลยขอยกเว้น เปิดเน็ตเข้าไปหาข้อมูลอาราเล่.. แล้วก็เบรกแตกนั่นแล
ที่จะวาดตอนนั้นก็เลยได้เพลงมานั่งแปล และได้ mv อนิเมชั่นมานั่งแกะเฟรมเล่นแทนค่ะ 555+

หลังจากกลางเดือนนั้นแล้วก็มีงานรับรองผู้ใหญ่ที่เชียงราย อบรมที่สุโขทัย เรียนฝังเข็มที่พะเยา
ไข้ขึ้น คออักเสบ ยกเลิกนัดไปเชียงของ พอเริ่มตั้งสติวาดเส้นได้ก็ 21สิงหา ตามที่เขียนไว้ในรูปนี่หละค่ะ



น้อง "กั๊ศจัง" ( กั๊ตจัง เวอร์ชั่นกำลังจะโตเป็นสาวฮ่ะ)

สำหรับ "อาราเล่ห์" (เวอร์ชั่นโตเป็นสาวมั้งเจ้าค่ะ) ก็เก็บบุคลิกมาพอไหวเพราะได้นั่งแกะเฟรมคลิปเธอนี่หละ

เพียงแต่ว่า ข้า'เจ้าก็อยากจะเซ็นเซอร์ไปงั้นเอง 55+
เพราะวาดตามที่ตัวเองเมื่อเดือนก่อนกำหนดไว้แล้ว เธอออกจะดูโหดไปนิดส์--ค่ะ

ที่มาบอกเล่ากันก็เพราะว่าภาพสะท้อนตัวเองที่ดูโหดไปนิดส์--นี่ละค่ะ ทำเอาหายโหดเลย 5555+

.

ปล.1 เมื่อวันเสาร์เพิ่งไปร้านหนังสือ
แบบว่าติดรถน้าออกไปโอนเงินสั่งซื้อหนังสือ "ไม่รับเย็บ" ของ youth venture มาเย็บเล่น
ด้วยความที่ WAY35 มันส่งไปถึงบ้านที่กรุงเทพแล้วก็ทิ้งไว้นั่นหละ ก็เลยเพิ่งซื้อมาไว้เชียงรายอีกเล่ม
เปิดคอลัมน์เย็นดีไปเจอคำว่า เขียนช้างให้โลกกลัว ..เง้อ!! =[]=
ก็เลยมาแถลงว่า น้อง "พลายยูล" ไม่ใช่ช้างแบบนั้นนะค้า (เค้าเป็นพะยูนต่างหาก ฮ่า)
แอบอยากจะบอกว่าชอบทั้งเล่มอีกแล้วค่ะ ถ้าไม่ตาลายไปกับ main way ซะก่อน
ไม่ได้ชวนทะเลาะนะ ถ้าต้องการให้คนอ่านมึนละก็ท่านทำสำเร็จแล้วฮะ 555+

ปล.2 เพิ่งเห็นคอมเม้นต์จากคุณร้าน SEVEN STAR ท้ายเอ็นทรี่ เสื้อยืดเปลี่ยนนิสัย
ตอบไว้ตรงนี้ละกันค่ะว่า.. ก็ชอบเนาะ ใส่สนุกดี
และใส่เดินปกติไม่ค่อยได้ ก็เลยใส่ในโอกาสพิเศษไงคะ (เช่น เป็นชุดนอน อยู่บ้าน) 55+
ข้า'เจ้าว่าดองบล็อกก็ดีเหมือนกันนะ เพราะว่าอ่านได้นาน ข่าวสารไม่ล้นจนวุ่นวาย

ปล.3 เพิ่งเห็น wechange magazine มีปกเสื้อยืดเปลี่ยนโลกด้วย มี2ฉบับแล้วด้วย โอ้ว!
ชอบค่ะ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่รักนะ 555 กลับกทม.จะไปสมัคร +ปีนี้จะมีเทศกาลเหมือนเดิมมั้ยนะ ไปๆๆ

ปล.4 ขอบคุณทุกคนที่คอมเม้นต์เล็กๆน้อยๆมา ณ ที่นี้ค่ะ
เห็นความสำคัญแล้วหละว่าถึงไม่ได้สาระก็ได้กำลังใจนะ 555+
และมันจะทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองกำลังเขียนอะไรที่มีสาระมากขึ้น
แม้ว่าในมุมกลับการมีคนคอมเม้นต์อวยมากๆจะทำให้เราลืมพิจารณาตัวจนไร้สาระขึ้น
ก็ว่ากันไปอย่างมัชฌิมเวย์(เห็นคุณ 'ปราย ใช้คำนี้ใน สวีตหยดออนไลน์)ค่ะ

ปล.5 เอ็นทรี่นี้อาจจะ"โฮะ" จนไม่รู้จะเม้นต์เอาประเด็นไหนดี เกริ่นประเด็นก่อนนะคะ
ก็อย่างที่ ปล.ไปแหละค่ะ อัพน้อยๆ อ่านได้นานๆ อ่านหลายรอบก็คิดไม่เหมือนกัน 55+

edit @ 30 Aug 2010 23:22:39 by -Varie-

*
edit วันนี้

- แก้คำผิดค่ะ เพราะมีคำจงใจผิดอยู่เยอะ เดี๋ยวจะสับสน

- ต้องขอบคุณบทความดีๆในมติชนสุดสัปดาห์ช่วงนี้ด้วยค่ะ เสริมสร้างปัญญาแก่ข้า'เจ้ายิ่งนัก

- เอารูป my (imprisoning) ways ที่วาดกลางเดือนกรกฎา มาแปะด้วยค่ะ
การที่ข้า'เจ้ามีโอกาสมีทางเลือกมากมาย แบบในเสื้อ my ways ก็เป็นเรื่องน่าภูมิใจว่าเท่ดีนะ
แต่เอาเข้าจริงๆ เมื่อมีทางที่ต้องเดินมากเกินไป จนเลือกทางใดทางหนึ่งไม่ได้ ก็น่าหนักใจอยู่ค่ะ

- เห็นคอมเม้นต์แรกของเมื่อคืนนี้ แปะดาวมาเต็มเลย ตกใจค่ะ
ก็เลยไปเที่ยวบล็อกคุณปลาวาฬมาสองสามหน้า สนุกดีค่ะ ว่างๆอยากจะเดินดูให้ทั่ว
นานๆข้า'เจ้าจะเข้ามาโพสต์อะไรซักที ไว้เอ็นทรี่หน้ามาทักทายบ้างนะคะ ข้า'เจ้าจะได้ไม่ลืม

edit @ 31 Aug 2010 22:50:46 by -Varie-

แม้ประเทศไทยจะผ่านเหตุการณ์ร้อนระอุทางการเมืองมาตลอดเดือนพฤษภา
ข้า'เจ้าก็ดีใจที่นิตยสารอันมีภาพลักษณ์ผูกพันกับการเมืองอย่าง WAY
ได้เลือกจับประเด็นเรื่องการศึกษา

หนึ่งก็เพราะข้า'เจ้าเพิ่งสมัครสมาชิกอุปถัมภ์ให้ห้องสมุด
ตามสัญญาที่ให้ไว้กับผอ.โรงเรียนประจำที่ข้า'เจ้าเติบโตมา
ได้ฟังเสียงตอบรับยินดีจากคุณครู และหวังว่ารุ่นน้องที่ยังเรียนอยู่มัธยมจะได้มีความรู้ความเข้าใจ
และทางเลือกใหม่ๆในการศึกษา ดังที่ข้า'เจ้าปรารถนาจะหาวิธีแนะแนวอธิบายน้องๆมาตลอดค่ะ
เนื้อหาที่เน้นในบทสัมภาษณ์ของท่าน GTO (ตัวพ่อ) เป็นอะไรที่ตรงใจข้า'เจ้ามากๆ
และอยากที่จะนำไปบอกเล่าให้เยาวชนเข้าใจง่ายและแพร่หลายยิ่งขึ้นในโอกาสต่อๆไป

แต่ที่ประทับใจที่สุดก็คือนอกจากส่วนที่เน้นขึ้นมาแล้ว
ภายในเนื้อหาทุกย่อหน้าของบทสัมภาษณ์นั้น
ยังเต็มไปด้วยหัวข้อสำคัญๆตลอดทั้งหน้ากระดาษชนิดทิ้งไว้ไม่ได้
ต้องป้ายไฮไลท์ให้เปล่งประกายแบบไม่เกรงใจคนจัดตัวหนังสือสวยๆเลยทีเดียว :P
เป็นการบ่งบอกทั้งปัญญานุภาพของท่าน GTO (ตัวพ่อ) ผู้ให้สัมภาษณ์
และคุณภาพของทีมงาน บก. ที่แน่นขึ้นตามจำนวนคนอย่างเห็นได้ชัดเจนจริงๆค่ะ :D
.

สอง ต้องขอขอบคุณพี่ๆ กอง บก. ที่เลือกสัมภาษณ์ศิษย์เก่าโรงเรียนรุ่งอรุณ
ในหัวข้อโรงเรียนทางเลือกที่คอลัมน์ Sub-way ค่ะ
เพราะหลังจากที่ข้า'เจ้าได้รับ WAY ฉบับที่ 33 มาไม่นาน
ก็มีโอกาสได้ร่วมงานกับเพื่อนใหม่คนหนึ่งซึ่งน่ารักมากๆ
พอเริ่มคุยกันก็ได้รู้ว่าเธอก็เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนรุ่งอรุณด้วย

ข้า'เจ้าจึงไม่รอที่จะหยิบ WAY ฉบับนั้น กระโดดขึ้นรถร่วมทางกลับบ้าน
เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดกับเธอ
แล้วก็พบว่าเธอสามารถที่จะเข้าใจข้า'เจ้าในหลายๆเรื่อง
อย่างที่ไม่เคยได้เปิดใจคุยกับใครมาก่อน

ด้วยนิตยสาร WAY ภายในเวลา 1 ชั่วโมง เราก็กลายเป็นเพื่อนคุยที่ดีและมีสาระ
จนแม่ของเธอที่นั่งฟังอยู่ออกปากชวนข้า'เจ้าไปเป็นครูโรงเรียนรุ่งอรุณซะอย่างนั้น..

ซึ่งเป็นเรื่องที่ข้า'เจ้านึกไม่ถึง
แต่ก็ทำให้นึกถึงสโลแกนหนึ่งที่ว่า "อ่านนิตยสารดี แล้วชีวิตจะดี"
นั้นกลายเป็นคำพูดที่ไม่เกินความจริงเลยค่ะ

ในเวลา 1 เดือนที่ผ่านมาการได้ร่วมทางกลับบ้าน
และคุยเรื่องต่างๆกับเพื่อนใหม่คนนี้
ทำให้ข้า'เจ้าได้ทั้งคำตอบ คำแนะนำ ทางออก
และความมั่นใจที่จะจัดการกับปัญหาต่างๆในชีวิตมากมาย

และจะเป็น 1 เดือนที่ข้า'เจ้าประทับใจ
ก่อนที่เราจะแยกย้ายกันไปทำงานอยู่คนละที่
พร้อมๆกับที่ WAY ฉบับนั้นจะย้ายไปจากแผงหนังสือ
รอคอยให้ฉบับต่อไปเข้ามาแทน

กล่าวได้ว่าเพื่อนใหม่คนนี้มาพร้อมกับ WAY จริงๆค่ะ

.

สาม เนื่องจากว่าเนื้อหาใน WAY ฉบับนี้
ถูกกำหนดให้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาไทย
ทั้งใน Main Way, 5Qs, Sub-way และ Interview รวมกัน
WAY ฉบับนี้จึงกลายเป็นฉบับที่ชัดเจนลงตัวและอ่านสนุกมากที่สุด
และแน่นอนที่สุดคือทำให้ปกมีพลัง เพราะมีสาระที่สนับสนุนกันอยู่เบื้องหลังถึงครึ่งเล่ม
ซึ่งทำให้ข้า'เจ้าประทับใจ และหวังว่าจะเห็น WAY ที่ชัดเจนเช่นนี้อีกในฉบับต่อๆไปค่ะ :D

นอกจากนี้สำนวนภาษาที่พบเห็นได้โดดเด่นภายใน WAY
ตลอดจนภาพประกอบที่ข้า'เจ้าก็นับเป็นสำนวน
หรือช่วยเสริมสำนวนของ WAY อย่างเด็กหญิงติ่งหู
ก็ทำให้เห็นพัฒนาการทั้งคอลัมน์นิสต์และทีมงานทั้งเก่าและใหม่ที่โดนใจอย่างร้ายแรงค่ะ :D

.

และเพื่อยืนยันในคำเล่าลือถึงความเลอโฉมของนางแบบบนปก WAY ฉบับที่ 33
ในวันที่ใกล้จะปิดเล่มฉบับใหม่ ข้า'เจ้าได้แยกทางกับเพื่อนใหม่ที่สถานีรถไฟฟ้า BTS สยาม
แล้วจึงสำรวจแผงหนังสือบนนั้นพบว่า

ทางร้านสาขา BTS สยามทนความน่ารักของนางแบบ (ทั้งสาม) ไม่ไหว
จนต้องวาง WAY ไว้ที่โซนนี้ค่ะ :D

แล้วข้า'เจ้าจึงได้รู้ว่าชุดนักศึกษาเรียบร้อยกระโปรงยาว
เป็นอะไรที่โดดเด่นท่ามกลางวงการแฟชั่นดีจริงๆ ^w^

สุดท้ายนี้สำหรับคนที่อยากรู้ว่า GTO (ตัวพ่อ) ที่ข้า'เจ้ากล่าวถึงนั้นคือใคร
แนะนำให้รีบไปซื้อ หรือสั่งซื้อ WAY ฉบับที่ 33 ย้อนหลังมาอ่านค่ะ
แล้วจะได้รู้จัก รวมถึงได้รับความคิดใหม่ๆ

และขอมอบแรงบันดาลใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการศึกษาไทย
ให้กับทุกๆท่านแทนคำขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนถึงตรงนี้ ขอบคุณค่ะ :)

เหตุการณ์ในเรื่องนี้เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยตอนข้า'เจ้าอยู่ปี 1 ต่อมาเมื่อขึ้นปี 2 ข้า'เจ้าก็ได้เลือกไปนั่งเรียนกับเพื่อนต่างสาขาในวิชาเขียนบทวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ แล้วก็มีคาบหนึ่งที่ต้องส่งเรื่องเพื่อทำเป็นละครวิทยุ ท่ามกลางเพื่อนๆสาขาวิทยุ ข้า'เจ้ากลายเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย ข้า'เจ้าเริ่มเขียนเรื่องนี้ในชั้นเรียนได้ตอนท้ายคาบ 2 โมงครึ่ง แต่เขียนไม่เสร็จ ก็เลยเอาออกมาเขียนต่อจน 4 โมงครึ่งจึงไปส่งให้อาจารย์ที่ห้องคณะ

พอได้กลับมาอ่านใหม่ ข้า'เจ้าก็สงสัยตัวเองว่า แล้วเรื่องอย่างนี้มันจะกลายเป็นละครวิทยุยังไง แล้วข้า'เจ้าก็นึกได้ว่า อาจารย์ที่สั่งให้เขียนเรื่องในวันนั้น ก็ลืมทวงงานบทละครวิทยุจากข้า'เจ้าไปทั้งเทอมเหมือนกัน และจนป่านนี้ข้า'เจ้าก็คิดว่า ข้า'เจ้ายังไม่ได้ฝึกเขียนบทละครวิทยุให้เป็นเลยนะ 5555+
.

.

.

เครื่องบินกระดาษ
13 มิถุนายน 2550
.

จะมีสักกี่ครั้ง ที่นักศึกษาคนหนึ่งกับอาจารย์มหาวิทยาลัยจะมีเวลาว่างตรงกันในวันธรรมดาแล้วมาพบปะสนทนากันที่ห้องพักอาจารย์ หากจะมีสักร้อยพันครั้งก็คงจะเป็นการปรึกษาเรื่องวิชาปัญหาการเรียน หรือเจรจาต่อรองผลคะแนนแลกกับคำตอบงานฝีมือที่ทำส่ง ไม่ว่าจะเดินไปห้องพักอาจารย์ที่ไหนก็จะมีแต่บรรยากาศของการปรึกษา เจรจา สั่ง-ส่ง แต่ที่ห้องพักอาจารย์แห่งนี้ได้เกิดความบังเอิญขึ้นครั้งหนึ่ง เมื่อเวลาว่างและความเบื่อหน่ายทำให้นักศึกษาและอาจารย์คนหนึ่งมานั่งคุยกันบนโซฟารับแขก หน้าโต๊ะเลขาที่ไม่มีใครอยู่ประจำการ

เป็นเวลาในคาบเรียนที่ห้องพักอาจารย์เงียบสงบ อาจารย์ชายวัยกลางคนกำลังนั่งพักหลังจากชั่วโมงบรรยายอันวุ่นวาย มีคนเดินผ่านไปมาทักทายพอให้อาจารย์ได้คุยเล่น ทันใดนั้นนักศึกษาหญิงท่าทางขยันคนหนึ่งก็กระโดดโลดเต้นออกมาจากหน้าบอร์ดประกาศผลคะแนนเก็บวิชาต่างๆ เธอนึกได้ว่าเวลานี้เธอว่างจากการเรียนเพราะคาบต่อไปไม่มีนักศึกษามาเรียนในช่วงปีใหม่อาจารย์จึงงดสอน เมื่อคุยกับอาจารย์ที่นั่งอยู่บนโซฟาแล้วพบว่าเขาก็ประสบปัญหาเดียวกัน ทั้งสองจึงนั่งคุยเรื่องสัพเพเหระอยู่ที่โซฟานั้น

เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะเลขาดังขึ้น อาจารย์นั่งตำหนิเลขาในใจรอดูว่าเมื่อไรจะกลับมาทำหน้าที่ แต่ยังไม่ทันปราม นักศึกษาสาวก็ลุกจากโซฟาไปรับโทรศัพท์เป็นเลขาอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับจดข้อความที่ฝากถึงอาจารย์ท่านอื่น ลงบนกระดาษที่ถูกตัดไว้สำหรับจดโน้ตบนโต๊ะ เธอเห็นสีหน้าของอาจารย์ที่นั่งอยู่แล้วจึงวางข้อความทิ้งไว้บนโต๊ะ กลับมานั่งบนโซฟาอย่างรู้สึกผิด รับฟังคำตำหนิเกี่ยวกับความรับผิดชอบในหน้าที่ ที่ไม่ใช่ของตัวเอง

ประตูห้องพักอาจารย์ถูกเปิดเข้ามาโดยอาจารย์คนที่ข้อความนั้นฝากไปถึง นักศึกษาเสียงใสตะโกนเรียกแล้วบอกข้อความให้อาจารย์ฟังเหมือนเครื่องตอบรับโทรศัพท์ อาจารย์คนนั้นขอบคุณและจากไปตามธุระในข้อความ ปล่อยให้นักตำหนิบนโซฟานั่งขยับแว่นตา และนักศึกษานั่งอมยิ้มที่ได้ทำตัวเป็นประโยชน์ เมื่อเสร็จงานเฉพาะกิจที่เธออาสานิดๆไปแล้ว เธอก็หยิบกระดาษโน้ตที่ตั้งใจจะฝากข้อความซึ่งตอนนี้ไร้ค่า เอามาพับเครื่องบิน

.

เครื่องบินกระดาษลำน้อยบินวนอยู่รอบโต๊ะเลขา เธอนึกประหลาดใจในลีลาการบินของมัน และเริ่มสนุกเพราะไม่ได้พับเครื่องบินมาปาเล่นเสียนาน  แถมยังเป็นโต๊ะทำงานของเลขาห้องพักอาจารย์คณะที่ตัวเองเรียนอยู่เสียด้วย มันท่องเที่ยวไปทุกซอกทุกมุมตั้งแต่กลุ่มปลั๊กไฟใต้โต๊ะคอมพิวเตอร์จนถึงชั้นบนสุดของตู้เอกสาร มีเด็กหญิงใส่เครื่องแบบนักศึกษาขาวดำไล่ตามเก็บ ก่อนจะออกเดินทางใหม่ ในสายตาช่างสงสัยหลังแว่นของอาจารย์บนโซฟา

หลังจากนั่งดูอยู่พักใหญ่ อาจารย์จึงตัดสินใจลุกจากโซฟามาหยิบกระดาษแล้วประกาศว่า "เรามาแข่งกัน" เขาพับกระดาษเป็นเครื่องบินในแบบของตัวเอง แล้วเข้าร่วมแข่งขันการปาเครื่องบินกับเด็กสาวนักศึกษา พร้อมบอกคุณสมบัติของเครื่องบินเป็นการขู่ขวัญศัตรูว่า เจ้ากระดาษพับลำนี้ บินได้รวดเร็วแม่นยำที่สุด

นักศึกษาไม่สนใจ ยืนตั้งท่าปาเครื่องบินไปตามสัญญาณเริ่มแข่ง เธอไม่หวั่นไหวกับความแม่นยำสมคำขู่ของเจ้าเครื่องบินหน้าใหม่ เจ้ากระดาษโน้ตเก่าจอมฉวัดเฉวียนยังคงออกเที่ยวรอบห้องต่อไป ปล่อยให้อาจารย์ยืนชี้เสันชัยที่มีเครื่องบินกระดาษปักไว้ราวกับลูกดอก

ในที่สุดอาจารย์ก็เอ่ยปากขอลาวงการว่า "ผมจะปล่อยมันแล้ว" เขาชวนนักศึกษาสาวออกมาปาเครื่องบินออกไปนอกระเบียงพร้อมกัน เธอรู้สึกเสียดายการเดินทางรอบห้องที่เจ้ากระดาษยังบินไปไม่ถึง หรือท่าใหม่ๆที่มันยังไม่ได้โชว์ฉวัดเฉวียน แต่ก็ตัดสินใจออกจากห้องมาดวลครั้งสุดท้ายกับอาจารย์ที่ระเบียง

สัญญาณปล่อยเครื่องบินถูกกำหนดจากอาจารย์ "1..2..3!" นักศึกษาสาวทำใจแล้วหลับตาปากระดาษเพื่อนรักสิบห้านาทีให้ร่อนออกจากมือ ได้ยินเสียงดัง ฉึก! มาจากเครื่องบินของอาจารย์ที่ร่อนฉิวไปชนกับต้นไม้ใกล้ชั้นสูง เธอพยายามมองหาเพื่อนกระดาษของเธอที่นอกระเบียง แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อเงยหน้าขึ้นมองด้านบน

เจ้ากระดาษพับมือนั้นกำลังบินตีลังกา แล้ววนกลับมาตกอยู่บนพื้นระเบียงใกล้ๆ เท้าเธอ

อมยิ้มเกิดขึ้นบนใบหน้าของนักศึกษาสาวอีกครั้ง เธอตั้งท่าปาเครื่องบินและถามอาจารย์ว่า คราวนี้มันจะบินไปทางไหน

อาจารย์ไม่ประหลาดใจ เขาตอบว่า มันจะบินวนกลับมาเช่นเดิม เธอปาเครื่องบินออกไปและเครื่องบินก็บินวนกลับมาที่เดิม คราวนี้นักศึกษาจึงไม่มั่นใจว่าควรจะทำอะไรต่อไป

อาจารย์เห็นดังนั้นจึงแนะนำให้เธอหันหลัง และปามันออกไปในทางตรงข้ามกับที่เคยทำ ในใจนักศึกษาสาวเกิดความกลัวขึ้นมา ขยับเท้าไปยืนใกล้ๆ ประตูห้องที่เธอเพิ่งออกมา ภาวนาให้เครื่องบินจงตรงเข้าไปในนั้น แล้วเราจะได้เดินทางด้วยกันต่อ


"1..2..3!!"

เจ้ากระดาษร่อนฉวัดเฉวียนขึ้นฟ้า ตีลังกาตามสไตล์เดิม ก่อนจะบินวนกลับผ่านเด็กสาวผู้ออกแรงปล่อยมัน แล้วร่อนตามวิถีการบินนั้นออกไปนอกระเบียง

เธอหันหลังตามไปดู นึกชมเพื่อนกระดาษในใจที่ยังไม่วายโชว์ควงสว่านผ่านเหล่ากิ่งไม้ไปลงไปจอดถึงชั้นล่าง

"หนูไปไกลกว่าอาจารย์นะ" นักศึกษาเอ่ยขึ้น

"แต่อาจารย์เล็งต้นไม้ไว้ตรงเป้าเลยต่างหาก" อาจารย์สวนกลับมา

คงไม่มีใครแพ้ชนะในการดวลครั้งนั้น แต่อย่างน้อยในวันต่อมาทั้งนักศึกษาและอาจารย์ก็ไม่มีใครนึกอยากพับเครื่องบินกระดาษขึ้นมาเล่นอีกเลย ความสงบเสี่ยมจึงกลับมายังโต๊ะเลขาในห้องพักอาจารย์อีกครั้ง

.

.

.

24 เมษายน 2553

การกลับมาอ่านเรื่องของตัวเองครั้งนี้ ข้า'เจ้าพบว่า
ถึงจะปาเครื่องบินไปอย่างไร สุดท้ายมันก็ตกลงสู่พื้นเหมือนกัน